อะฟลาทอกซิน ในพริกป่น

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, บทความ

 

สุนทร ตรีนันทวัน
ผู้เชี่ยวชาญสาขาเทคโนโลยีการศึกษา สสวท.
สอบถามเพิ่มเติม E-mail :strin@ipstweb.com

อะฟลาทอกซิน ในพริกป่น

 

คนเรามีความเคยชินกันมานานแล้วกินอาหารอะไรต้องให้อร่อยให้แซ่บไว้ก่อน พริกจึงเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งในอาหารไทย ต้องใส่พริกไว้ก่อนเผ็ดร้อนยิ่งดีจะได้แซ่บ น้ำปลาก็ต้องใส่พริกขี้หนู ตามร้านอาหารจะต้องมีเครื่องปรุงรสวางอยู่ประจำโต๊ะ และที่ขาดไม่ได้คือต้องมีพริกป่นอยู่ด้วยเสมอ และเราไม่ทราบเลยว่าพริกป่นเหล่านั้น ทางร้านอาจจะซื้อมาครั้งละมาก ๆ ใส่ขวดโหลหรือภาชนะเก็บไว้นานแค่ไหน ถ้าเก็บรักษาพริกป่นไม่ดี ปล่อยให้มีความชื้นจะส่งผลให้เกิดมีสารอันตรายขึ้นในพริกป่นนั้น ๆ คือ อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ได้ไม่แพ้ถั่วลิสง เราคงจะเคยได้ยินคำพูดกันบ่อย ๆ ว่า ที่ไหนมีถั่วลิสง ที่นั่นมีอะฟลาทอกซิน หรือ ถั่วลิสงกับอะฟลาทอกซินเป็นของคู่กัน

ที่จริงอะฟลาทอกซินยังสามารถปนเปื้อนในอาหารชนิดต่าง ๆ อีกมาก เช่น ข้าวโพด ข้าว กระเทียม พริกแห้ง กุ้งแห้ง นอกจากนี้อะฟลาทอกซินยังปนอยู่ในอาหารอีกบางชนิดที่เราคิดไม่ถึง ได้มีการค้นพบสารอะฟลาทอกซินในอาหารสัตว์ เมื่อสัตว์กินอาหารที่มีอะฟลาทอกซินเจือปนอยู่ด้วย ก็ทำให้พิษร้ายถ่ายทอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ของสัตว์เหล่านั้น เช่น น้ำนม ไข่ หรือตกค้างในอวัยวะของสัตว์ เช่น ตับ ซึ่งเป็นอาหารที่นิยมบริโภคกันด้วย

ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือผลการวิจัยการศึกษาคุณค่าอาหารในน้ำนมแม่ โดย ภาควิชาโภชนศาสตร์เขตร้อนและวิทยาศาสตร์อาหาร คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่ามีสารอะฟลาทอกซินปนเปื้อนอยู่ในน้ำนมแม่ด้วย ซึ่งคาดว่าเกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารของผู้เป็นแม่ กินอาหารประเภทถั่วที่มีเชื้อราโดยคาดไม่ถึง ก็มีความเสี่ยงมากที่น้ำนมแม่จะปนเปื้อนอะฟลาทอกซินได้

อะฟลาทอกซิน เป็นสารเคมีที่สร้างขึ้นจากเชื้อราที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus ซึ่งมีสีเขียวแกมเหลือง หรือเหลืองอ่อน เชื้อราทั้งสองชนิดนี้พบได้ทั่วไปในอาหาร และผลผลิตทางการเกษตร เชื้อราทั้งสองชนิดนี้เติบโตเจริญได้ดีในอากาศร้อน และมีความชื้นคุณสมบัติทางกายภาพที่สำคัญของสารพิษอะฟลาทอกซิน สามารถทนความร้อนได้ถึง 260 องศาเซลเซียส ซึ่งวิธีการพาสเจอร์ไรซ์และวิธีสเตอร์รีไรซ์ ไม่สามารถทำลายสารอะฟลาทอกซินได้หมด แต่สารอะฟลาทอกซินจะเสื่อมสลายได้ภายใต้รังสีอุลตราไวโอเลต และอะฟลาทอกซินจะคงตัวในสภาพที่เป็นกรด แต่จะสลายตัวในสภาพที่เป็นด่าง และถูกทำลายได้ด้วยคลอรีน

ความเป็นพิษของอะฟลาทอกซิน

 

องค์การอนามัยโลก จัดให้สารอะฟลาทอกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมากชนิดหนึ่ง เพราะสารอะฟลาทอกซินเพียง 1 ไมโครกรัม ก็สามารถทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองได้หากได้รับอย่างต่อเนื่อง สารอะฟลาทอกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่ตับ ไต ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบสืบพันธุ์และระบบภูมิคุ้มกันได้ ส่วนพิษของอะฟลาทอกซินแบบเฉียบพลันนั้นมักจะเกิดกับเด็กมากว่าผู้ใหญ่ คือมีอาการชักและหมดสติได้ สำหรับผู้ใหญ่ถ้าได้รับสารนี้เข้าไปมากหรือบ่อย ๆ จะทำให้เกิดอาการชัก หายใจลำบาก ตับถูกทำลาย หัวใจและสมองบวมได้

pepper1pepper2 pepper3

ภาพซ้าย พริกแห้ง และพริกป่น ภาพกลาง พริกป่นละเอียด ภาพขวา พริกป่นหยาบ

http://www.tepparad.go.th/index.php?op=dynammiccontent_detail&dynammiccontent_id=9025
http://www.munjeed.com/news.detail.php?id=470785 
http://www.foodsafty.bangkok.go.th/news2/read_article.php?cat_id=3%txt_id=267

พริกป่นเสี่ยงปนเปื้อนด้วยอะฟลาทอกซิน

 

พริกป่นก็เป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เชื้อราจะขึ้นได้ง่าย พริกป่นจัดว่าเป็นอาหารที่เสี่ยงต่ออะฟลาทอกซินไม่แพ้ถั่วลิสง ยิ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าพริกจากต่างประเทศมากขึ้น ความเสี่ยงเรื่องนี้ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะผู้บริโภคจะขาดแหล่งข้อมูลจากผู้ผลิต ทำให้ไม่มั่นใจว่าวัตถุดิบทีนำเข้ามานั้นมีการควบคุมคุมคุณภาพหรือไม่ มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน

จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 24 สิงหาคม 2555 เวลา 10:20 น. ได้กล่าวว่า ทาง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ระนอง โดย นายแพทย์ ธงชัย กีรติหัตถยากร นายแพทย์สาธาณสุขจังหวัดระนอง กล่าวว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนองดำเนินการเก็บตัวอย่าง พริกป่น และ พริกแห้ง ในร้านอาหาร และ ตลาดทุกอำเภอ จำนวน 59 ตัวอย่าง พบสารอะฟลาทอกซิน เกินมาตรฐาน 16 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างมาก และสารอฟลาทอกซินเหล่านี้ก็แพร่เข้าสู่ประชาชนผู้บริโภค และจะเกิดผลร้ายกระทบกับผู้บริโภคเหล่านั้นได้ ซึ่งเป็นข้อมูลเพียงจังหวัดเดียวเท่านั้น

จากนิตยสาร ฉลาดซื้อ เรื่อง พริกป่น เสี่ยงอะฟลาทอกซินไม่แพ้ถั่วลิสง ปีที่ 15 ฉบับที่ 94 ธันวาคม 2551 หน้า 26 – 27 จากการเฝ้าระวังเรื่องอะฟลาทอกซินในพริกป่น ได้เก็บตัวอย่าง พริกป่น ที่บรรจุในซองสำเร็จรูป ยี่ห้อยอดนิยม 2 ยี่ห้อ คือ ไร่ทิพย์ และ ข้าวทอง พร้อมด้วยพริกป่นบรรจุซองในห้างอีก 5 ยี่ห้อ คือ ตราเจเจ ตราบางช้าง ตรามือที่ 1 ตรานักรบ และ ตราศาลาแม่บ้าน รวมทั้งพริกป่นที่แบ่งขายในตลาดสด และมอบให้ห้องทดลองของ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำการทดสอ

จากผลของการทดสอบ พบมีการปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซินในเกือบทุกตัวอย่าง แต่ปนเปื้อนปริมาณที่ไม่มากจนน่าห่วง พบน้อยกว่าที่สำนักคณะกรรมการอาหารและยากำหนดไว้ คือ ไม่เกิน 20 ไมโครกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ตามปกติแล้วเรามักจะไม่บริโภคไม่มากนัก เพียงแค่ชูรสเท่านั้น จึงยังไม่น่ามีปัญหาสำหรับผู้บริโภค แต่ก็ไม่ควรประมาทเพราะวันหนึ่ง ๆ เราก็กินอาหารอื่น ๆ ที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนอะฟลาทอกซินเช่นกัน

นายแพทย์ ธงชัย กีรติหัตถยากร ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถานที่จำหน่ายอาหารที่ไม่ผ่านไม่ได้มาตรฐาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนองให้แก้ไขปรับปรุงและจะออกเก็บตัวอย่างพริกป่น ถั่วป่น ในสถานที่จำหน่ายอาหารสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค หากประชาชนที่มีข้อสงสัยหรือต้องการแจ้งข้อมูล เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร สามารถติดต่อได้ที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารสุขจังหวัดระนอง หรือทางโทรศัพท์ 077-824-880 ในวันเวลาราชการ

ทางที่ดีที่สุด ก็คือ เราเลือกพริกแห้งมาตำเองดีกว่า หากซื้อจากแม่ค้าในตลาด ควรเลือกเจ้าที่เชื่อถือได้มีการหมุนเวียนขายพริกได้ไม่เก็บพริกป่นไว้นาน ๆ ซึ่งบางเจ้าเก็บพริกป่นไว้ในถุงพลาสติกใหญ่ หรือ ในถังใหญ่ โดยไม่มีฝาปิด อาจทำให้พริกป่นชื้นเชื้อราขึ้นได้ง่าย

ข้อแนะนำ ข้อแนะนำสำหรับแม่บ้าน พ่อบ้าน คือ

  1. เนื่องจากพริกป่นนั้นเก็บยาก เก็บไม่ดีเชื้อราจะขึ้นได้ง่าย จึงควรเก็บพริกป่นในที่แห้งสนิท และใช้ช้อนกลางตักเสมอ
  2. พริกมีขายตลอดปี จึงไม่จำเป็นต้องซื้อครั้งละมาก ๆ
  3. พริกป่นที่ทำเองจะสะอาดกว่าที่ขายในร้านหรือตามตลาดต่าง ๆ เพราะเราจะได้ของแท้ไม่มีอะไรเจือปน ซึ่งทำได้ง่าย ๆ คือนำพริกสดมาตากแดดจนแห้ง และคั่วจนหอม นำมาใส่เครื่องปั่นหรือโขลกตำให้ละเอียด ใส่ภาชนะที่สะอาดและแห้งสนิท ปิดฝาให้แน่น
  4. ถ้าไม่สะดวกทำเอง ควรเลือกซื้อจากแหล่งผลิตที่เป็นโรงงานที่ได้มาตรฐาน สะอาด จะได้สินค้าที่ปลอดภัยมากขึ้น หรือจากร้านค้าที่ขายพริกแห้งพริกป่นในสภาพดีไม่เก่าเก็บ มีการหมุนเวียนสินค้าได้เร็ว

………

เวบไซท์ข้อมูลอ้างอิง

 

  1. นิตยสาร ฉลาดซื้อ , พริกป่น เสี่ยงอะฟลาทอกซินไม่แพ้ถั่วลิสง พิมพ์ดี จำกัด กรุงเทพฯ ปีที่ 15 ฉบับที่ 94 ธันวาคม 2551 หน้า 26 – 27
  2. สสจ. ระนองตรวจพบสารอะฟลาทอกซินในพริกป่น เกินมาตรฐาน (Online) เข้าถึงได้จากhttp://www.manager.co.th/South/viewNews.aspx?NewsID=95500004156
  3. อะฟลาทอกซินในพริกป่น (Online) เข้าถึงได้จาก http://women.kapook.com/health001112
  4. อะฟลาทอกซิน : สารปนเปื้อนในอาหาร (Online) http://www.pharm.su.ac.th/cheminlife/cms/Index.php/kitchen-room/37-aflatoxin.html
  5. อะฟลาทอกซิน (Online) เข้าถึงได้จาก http://webnotes.fda.morph.go.th/consumer/csm

สุนทร  ตรีนันทวัน
ผู้เชี่ยวชาญสาขาเทคโนโลยีการศึกษา สสวท.
สอบถามเพิ่มเติม E-mail : strin@ipstweb.com

ใครๆก็ชอบกินแอปเปิล ในตลาดบ้านเราจึงมีแอปเปิลให้เลือกมากมายตามใจชอบ ทั้งแอปเปิลสดจากมูลนิธิโครงการหลวงแอปเปิลที่ส่งเข้ามาจากทวีปยุโรปและอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกแอปเปิลที่ใหญ่ที่สุดในโลกรวมทั้งแอปเปิลจากประเทศจีนและญี่ปุ่น เรียกได้ว่าแอปเปิลจัดเป็นผลไม้มากคุณค่าที่หากินได้ทุกฤดู แอปเปิลมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า มาลัสโดเมสติกา (Malus domestica) จัดอยู่ในวงศ์ โรซาซีอี (Rosaceae) เป็นผลไม้เมืองหนาว เดิมมีต้นกำเนิดในประเทศอิหร่าน แล้วต่อมามีการกระจายพันธุ์ไปยังเทือกเขาคอเคซัสและลุ่มน้ำไทกริส – ยูเฟรติสประเทศคาซัคสถาน ประเทศคีร์กิซสถาน ประเทศทาจิกิสถาน และแพร่หลายต่อไปในทวีปยุโรป ทวีปอเมริกา ทวีปอาเซีย และดินแดนอื่นๆทั่วโลก ในประเทศไทยปลูกในพื้นที่ภาคเหนือที่มีอากาศหนาว เช่นศูนย์พัฒนาโครงการหลวง บางแห่ง

ต้นแอปเปิลจัดเป็นไม้พลัดใบและเป็นไม้เนื้อแข็ง สูงประมาณ 5 – 12 เมตร ใบมีลักษณะขอบใบเป็นหยัก ปลายใบแหลม ใต้ใบปกคลุมด้วยขนนุ่ม ๆ เล็กน้อย ดอกเกิดขึ้นพร้อมกับเกิดใบใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ มีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกออกเป็นกลุ่มมีสีขาวดอกอมชมพูเรื่อ ๆ ในฤดูที่ออกดอกแอปเปิลจะออกดอกเต็มต้น

appletree1 appletree2

ภาพซ้ายในฤดูที่ออกดอก แอปเปิลจะออกดอกเต็มต้น
http://noola-nooja.blogspot.com/2010/09/blog-post_13.html

ภาพขวา ดอกแอปเปิลมีกลีบดอก 5 กลีบ 
http://winter-dek=d.com/water-of-sky/viewlongc.php?id=480623&chapter=8

ผลของแอปเปิลจัดเป็นผลสดที่เปลือกบาง เปลือกผลกับเนื้อเยื่อสดอยู่ด้านนอกของผลจริง ผลมีลักษณะบุ๋มทั้งขั้วผลและท้ายผล ผลมีลักษณะกลมรี มีสีแดง ชมพู เหลือง เขียว ตามสายพันธุ์ ส่วนเนื้อมีลักษณะซุย ๆ เนื้อละเอียด ฉ่ำน้ำ เมล็ดมีขนาดเล็ก สีดำ เนื้อแอปเปิลที่เราใช้กินนั้นพัฒนาเจริญมาจากส่วนของฐานรองดอกรูปถ้วย (Hypanthium) ที่เจริญห่อหุ้มส่วนที่เป็นผลจริง ๆไว้ด้านในที่เป็น ใจกลางผล จะมี คาร์เพล (Carpel) 5 โพรงเรียงตัวเป็นรูปดาว 5 แฉก แต่ละโพรงมีเมล็ด 1 – 3 เมล็ด ผลแอปเปิลจะสุกเริ่มเก็บผลได้ในฤดูใบไม้ร่วง

ประโยชน์ของแอปเปิล

 

แอปเปิลหนึ่งผลให้ประโยชน์มากมาย ที่โดดเด่นก็คือ วิตามิน ซี ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย มี เพคติน (Pectin) เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ ช่วยลดปริมาณไขมันชนิด LDL ซึ่งเป็นไขมันตัวไม่ดี จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือด มีกรดที่สำคัญอีก 2 ชนิด คือ กรดมาลิค (Malic acid) และ กรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารจำพวก โปรตีน และ ไขมัน ได้ แอปเปิลยังช่วยควบคุมน้ำหนัดได้อีก คือมีน้ำตาลถึง 75 % ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันทีในเวลาไม่เกิน 10 นาที

apple1 apple2apple3

ภาพซ้าย แอปเปิลแดง ภาพกลาง แอปเปิลเขียว ภาพขวาแอปเปิลเหลือง

apple4apple5apple6

ภาพซ้าย โครงสร้างของดอกและผล ภาพกลาง ครงสร้างผล ที่เห็นเป็นเนื้อขาว ๆ คือ ฐานรองดอกเจริญเป็นเนื้อผล ส่วนที่เจริญมาจากฐานรองดอก ภาพขวาผลแอปเปิล 4 สี แดง ชมพู เหลือง เขียว

http://laeb2012.blogspot.com/2012/07/apple-5-12-80-6-0.html
http:www.bansuanporpiang.com/nodes/3830
http://kanchanapisek.or.th/kp12/product/fruit/fruit-detal.html
http://www.thaigoodview.com/library/content2553/type2science04/page/index7737.html
http://blog.eduzone.com/wiji/88184
http://www.dek-d.com/content/lifstyle/25503

ดังนั้นความอยากอาหารจึงลดลงทำให้ไม่รู้สึกอ่อนเพลียระหว่างรออาหารมื้อใหญ่ แต่แอปเปิลผลสดเท่านั้นที่มีสรรพคุณเช่นนี้ ส่วนน้ำแอปเปิลแบบกล่องที่ขายทั่ว ๆ ไปนั้นไม่ได้ทำให้หายหิว แต่จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วยทั้งนี้เพราะว่าน้ำแอปเปิลในกล่องเหล่านั้นส่วนมากมีการเติมน้ำตาลลงไปด้วย

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่าที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็ คือ มี สารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) จำนวนมาก ที่มีอยู่ในส่วนเปลือกของแอปเปิล ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจ และช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ คือทำหน้าที่เป็นตัวแอนตี้ออกซิแดนท์ได้อีกด้วย สารฟลาโวนอยด์ยังช่วยในการป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่ และไส้ตรง เป็นตัวป้องกันโมเลกุลหรืออนุมูลอิสระไม่ให้ทำอันตรายเนื้อเยื่อและยับยั้งอาการตั้งต้นของโรคและ การเติบโตแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว

สารที่สำคัญ ๆ และสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลาย ๆ อย่าง จะมีอยู่ในส่วนเปลือกของแอปเปิลมากกว่าส่วนเนื้อถึงจำนวน 5 เท่า ดังนั้นเวลากินแอปเปิลจึงไม่ควรปอกเปลือกทิ้ง เพียงแต่ล้างน้ำสะอาดก็เพียงพอ

จะกินแอปเปิลสีอะไรดี

 

สีของแอปเปิลยังบ่งบอกถึงประโยชน์เด่นของแอปเปิบแต่ละพันธุ์อีกด้วย เช่น

แอปเปิลสีแดง มีสารแอนติออกซิแดนท์มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีสาร อิลาสติน (Elastin) และ คอลลาเจน (Collagen) ที่ดีต่อสุขภาพผิว

แอปเปิลสีชมพู มีสารกลุ่ม ฟีโนลิก (Phenolic compounds) มากที่สุด ซึ่งสารนี้ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้าและชลอความแก่

แอปเปิลสีเหลือง มีสาร เควอร์เซทิน (Quercetin) ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง หรือหลอดเลือดหัวใจ และ ต้อกระจก

แอปเปิลสีเขียว มีรสเปรี้ยวอมหวาน เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก มีน้ำตาลน้อย มีสาร อีลาสติน( Elastin) และ สาร คอลลาเจน (Collagen) ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดี

วิธีเลือกแอปเปิลที่สด วิธีเลือกแอปเปิลให้ได้แอปเปิลที่สด คงคุณค่าและความอร่อยครบครัน ทำได้ง่าย ๆ ดังนี้ ให้ดูที่ผิวของแอปเปิล ผิวจะต้องเรียบสวย เปลือกผิวไม่มีรอยย่นหรือเหี่ยว ไม่มีร่องรอยถลอก ขูดขีด และเมื่อกดเบา ๆ เนื้อต้องแน่น เมื่อดมดูจะมีกลิ่นหอมของแอปเปิล

แอปเปิลเราใช้กินเป็นผลไม้สด และใช้ปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น สลัด ซอสแอปเปิล แยม พาย หรืออบแห้ง ถ้าเป็นแอปเปิลที่มีรสอมเปรี้ยวค่อนข้างมาก ใช้ใส่ในยำ น้ำพริก ในทางยามีสรรพคุณช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยละลายเสมหะ ลดความดันโลหิต ช่วยขับเกลือโซเดียมออกจากร่างกายมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ

การกินแอปเปิลสด ๆ ทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน ซี ดีที่สุด เพราะวิตามิน ซี จะไม่ถูกทำลายด้วยความร้อน ที่สำคัญก็คือควรกินแอปเปิลทั้งเปลือก เพราะเปลือกแอปเปิลมีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายกว่า 10 ชนิด

คุณค่าทางโภชนาการของแอปเปิลสด 100 กรัม ให้พลังงาน 50 kcal.

สารอาหาร ปริมาณ สารอาหาร ปริมาณ
คาร์โบไฮเดรต 13.81 กรัม น้ำตาล 10.39 กรัม
เส้นใย 2.4 กรัม ไขมัน 0.17 กรัม
โปรตีน 0.26 กรัม น้ำ 85.565 กรัม
วิตามิน เอ 3.0 ไมโครกรัม วิตามิน บี 2 0.026ไมโครกรัม
ไนอะซีน 0.091 ไมโครกรัม วิตามิน บี 5 0.061 ไมโครกรัม
วิตามิน บี 6 0.041 ไมโครกรัม กรดโฟลิก ( B 9 ) 3.0 ไมโครกรัม
วิตามิน ซี 4.65 มิลลิกรัม แคลเซียม 6.0 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.12 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 5.0 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 11.0 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 1.07 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.04 มิลลิกรัม

ข้อมูล USAD Nutrient Database

…………….

เวบไซท์ข้อมูลอ้างอิง

  1. ผกาทิพย์ ขันติพงศ์ แอปเปิลเจ้าแห่งผลไม้เพื่อสุขภาพ นิตยสารชีวจิต เล่มที่ 290 ปีที่ 131 พฤศจิกายน 2553 หน้า 22 – 23
  2. แอปเปิลผลไม้มหัศจรรย์ (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.kansuka.com/radio.asp?data=170 สืบค้น 12/02/2556
  3. ประโยนชน์ของแอปเปิล (Online) เข้าถึงได้จาก http://guru.google.co.th/guru/threadtid=63d62058952a3524 สืบค้น 15/02/2556
  4. ประโยชน์ของเปลือกแอปเปิล (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.healthupdatetoday.com/product/detail=15760.html สืบค้น 15/02/2556
  5. หลาย ๆ คุณค่าจากแอปเปิลผลไม้มหัศจรรย์ (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.krubannok. com/blog/10888 สืบค้น 15/02/2556
  6. แอปเปิลผลไม้เพิ่อสุขภาพ (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.okanation.net/blog/punch.33/2009/09/26/entry-1 สืบค้น 15/802/2556