กรดวิตามิน เอ ชนิดกิน แก้สิว อันตรายส่อแท้งลูก – พิการ

เขียนโดย webmaster เมื่อ . หัวข้อ ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, บทความ

 

          ปัจจุบันมีคนนิยมนำยารักษาสิวชนิดกิน  มาขายกันเกลื่อนกลาด   หลายยี่ห้อมีการโฆษณาครึกโครม  คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของสิว และอยากสวยอยากงาม ต่างพากันไปซื้อมาใช้กันแบบไม่ได้คิดให้รอบคอบ  เรียกว่า  เห็นคนอื่นซื้อก็ซื้อ ๆ ตาม ๆ กันไป  หาซื้อได้ง่าย  มีวางขายกันอย่างเปิดเผย  ตามร้านยาต่าง ๆ  โดยเฉพาะร้านขายยาตามหน้าโรงพยาบาลต่าง ๆ  หรือแม้แต่ร้านเสริมสวย หรือร้านเสริมความงาม  ที่ไม่มีแพทย์ประจำ  ก็มีวางขายกันทั่วไป  และนอกจากนี้ยั้งมีทั้งการขายตรง และขายผ่านทางเวบไซท์อีกด้วย  มีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณ  โฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ ในด้านดี ๆ ของผลิตภัณฑ์รักษาสิว เพื่อขายผลิตภัณฑ์รักษาสิวดังกล่าว  โดยที่ไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบหรือผลข้างเคียงที่เป็นผลร้ายต่อสุขภาพเลย   

          ทำให้ผู้บริโภคอยู่ในภาวะเสี่ยงกับอันตรายโดยไม่รู้ตัว  เนื่องจากไม่ทราบถึงภาวะแทรกซ้อนหรือข้อเท็จจริง  ข้อจำกัด  หรือข้อห้ามต่าง ๆ ในการใช้ยานี้
           ยาแก้สิวที่กำลังมาแรงตามการโฆษณา  เป็นนิยมกันมากในขณะนี้ก็คือ    กรดวิตามิน เอ  ชนิดกิน    หรือมีชื่อสามัญทางยาว่า    ไอโซเตรทติโนอิน  (Isotretinoin)  หรือ  เรติโนอิค แอซิด (Retinoic Acid)   
          จาก  ASTV  ผู้จัดการออนไลน์   18   สิงหาคม   2553  แพทย์หญิง  หทยา  เกียรติสารพิภพ  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง  โรงพยาบาลกรุงเทพ ฯ  ได้กล่าวว่า  กรดวิตามิน เอ นี้เป็นยากลุ่มหนึ่งที่รักษาสิวได้ผล  ปัจจุบันในท้องตลาดมีจำหน่ายกันมาก  แต่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้บริโภคไม่ได้ศึกษา คือ   


VitaminAacid01   VitaminAacid02

                                         ก.   สิวที่บริเวณจมูก                                                               ข.  สิวที่บริเวณโหนกแก้ม

 

                                   ภาพ     ก.    http://www.manager.or.th/QOL/viewNews.aspx?NewsID=9530000132701
                                               ข.    http://www.pooyingnaka.com/content/content.php?No=3300
 

          ผลกระทบข้างเคียง ที่ต้องระวังอย่างมาก  ที่สังเกตได้ชัดเจนจากการกินยานี้ คือ  ทำให้ต่อมไขมันในร่างกายทำงานลดลง  ทำให้ผิวหน้าแห้ง  ริมฝีปากแห้งและแตก  เยื่อบุนัยน์ตาแห้ง และผมก็แห้งตามไปด้วย  เพราะยาไปควบคุมการผลิตของต่อมไขมันทั่วร่างกายให้ลดลง  บางคนก็ทำให้ผมร่วงด้วย  และยังมีผลกระทบข้างเคียงอื่น ๆ อีก  เช่น
                1. จะทำให้ ตับ และไต ทำงานหนักมากขึ้น  ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดโรคตับและไตได้
                2. อาจจะทำให้เด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาที่กินยานี้พิการได้  หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิต 
                3. อาจจะทำให้เกิดโรคซึมเศร้า  โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว  อาจจะทำให้เป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น

           แพทย์หญิง  หทยา  เกียรติสารพิภพ  กล่าวว่า  เนื่องจากมีผลข้างเคียงมาก  ก่อนใช้ยาชนิดนี้  ต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแทย์ทุกครั้ง  ไม่ควรจะซื้อยามากินเองอย่างเด็ดขาด
           และจาก  ASTV  ผู้จัดการออนไลน์  21  กันยายน  2553   ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย  ได้แถลงเตือน  เกี่ยวกับการใช้  กรดวิตามิน เอ  เพื่อใช้ในการรักษาสิว  ทั้งชนิดกิน หรือ ทา  จะต้องใช้ยาที่สั่งโดยแพทย์เท่านั้น  เนื่องจากเป็นยาควบคุมพิเศษและมีผลข้างเคียงมาก  โดยเฉพาะทารกในครรภ์    ซึ่งพบว่ายาประเภทนี้ทำให้ผู้ตั้งครรภ์เกิดการแท้งลูกถึงร้อยละ  20   หรือพิการแต่กำเนิดมากกว่าร้อยละ  40  นอกจากนี้ยังทำให้ระดับไขมันในเลือดไม่คงที่  มีผลต่อการทำงานของตับ  เสี่ยงต่ออาการของตับอ่อนอักเสบ
          นิตยสารชีวจิต  ฉบับที่  290  ปีที่  13    1  พฤศจิกายน   2553  หน้า  10  เกสัชกรหญิง วีรวรรณ   แดงแก้ว   รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ได้กล่าวถึงยารักษาสิว กลุ่มกรดวิตามิน เอ  มีผลข้างเคียงที่สูงมาก  ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า  จิตผิดปกติ  การพยายามฆ่าตัวตาย  ในหญิงตั้งครรภ์อาจทำให้เด็กในครรภ์พิการ  อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงอื่น ๆ อีก  ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคตับ  โรคไต  ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง  เนื่องจากมีการโฆษณาสรรพคุณเรื่องนี้กันมาก  จึงมีผู้รักสวยรักงามนิยมซื้อมาใช้กันมาก  และต่อมาก็ทำให้มีผลกระทบกับผู้ใช้เหล่านี้กันมากมาย
          ทาง คณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ได้มีมาตรการจัดให้ยากลุ่มนี้เป็นยาควบคุมพิเศษ  จำหน่ายได้เฉพาะในโรงพยาบาลซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคผิวหนังดูแลอย่างใกล้ชิด  รวมทั้งแนะนำให้ผู้บริโภคได้ระมัดระวัง  ไม่ใช้ยานี้โดยไม่จำเป็น และไม่ควรซื้อยานี้มากินเองโดยไม่ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์ผิวหนังโดยเด็ดขาด
          หากพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายยารักษาสิวชนิด กรดวิตามิน เอ  ตามช่องทางต่าง ๆ เช่น  เวบไซท์  ร้านเสริมสวย  และร้านค้าทั่ว ๆ ไป  หรือทางช่องทางอื่น  จะถือเป็นความผิดข้อหาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต

……………………..

สุนทร ตรีนันทวัน

ผู้เชี่ยวชาญสาขาเทคโนโลยีการศึกษา สสวท.

สอบถามเพิ่มเติม E-mail :strin@ipstweb.com

เว็บไซต์อ้างอิง

 

1. การรักษาสิวด้วย กรดวิตามิน เอ   (Online)  เข้าถึงได้จาก   http://www.okanation.net/blog/print_php?id=682114 สืบค้น  14/01/2556
2. กรดวิตามิน เอ  ใช้แก้สิว  อันตรายหรือไม่   (Online)   เข้าถึงได้จาก http://www.elib-online.com/doctors3/news_drug09.html
          สืบค้น  14/01/2556
3. กรดวิตามิน เอ ชนิดกิน  (Online) เข้าถึงได้จาก  http://www.manager.co.th/CelanOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9530000114301  
          สืบค้น  14/01/2556
4. รักษาสิวด้วย กรดวิตามิน เอ เสี่ยงแท้งลูก เด็กพิการ  (Onlne) เข้าถึงได้จาก  http://www.dst.or.th/news_detail.php?
          news_id=16&news_type=oth สืบค้น 14/01/2556 

          สุนทร ตรีนันทวัน

ผู้เชี่ยวชาญสาขาเทคโนโลยีการศึกษา สสวท.

สอบถามเพิ่มเติม E-mail :strin@ipstweb.com

ปลาทู – ปลาแมคเคอเรลอ่าวไทย

 

          ปลาทู หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ปลาแมคเคอเรล (Mackerel)  มีถิ่นอาศัยอยู่ในทะเลเขตร้อน  โดยเฉพาะแถบน่านน้ำอินโดแปซิฟิก  เช่น  อินโดนีเซีย  กัมพูชา  พม่า  มาเลเซีย  ส่วนไทยเรานั้นพบปลาทูได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน  ท่านผู้หญิงเปลี่ยน  ภาสกรวงศ์  เขียนเล่าไว้ในหนังสือ ตำราแม่ครัวหัวปาก์  ซึ่งเป็นตำรับอาหารเล่มแรกของไทย  ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5  ว่า “ปลาทูนี้เปนปลาที่นับว่าเปนทรัพย์อันหนึ่งของชาติ ในอ่าวสยามมีเปนฤดู  ตั้งแต่เดือน ๗ ถึงเดือน ๑๒  เปนปลางาม  ปลาทูนี้เปนปลาที่ว่ายทวนลม  ว่ากันว่าเปนปลาที่กินลม  แต่ที่จริงคงจะกินไคน้ำและเปือกตม  เพราะที่อ่าวเปนโคลน  และตัวมักจะเขื่อง  ฤาจะเปนปลายฤดูก็ว่าได้  ฝูงหนึ่งนับได้หมื่นแสน  จับกันเปนฤดู  ตั้งแต่  หลังสวน  ชุมพร  และเรื่อยขึ้นมาถึงกุยปราณ  บ้านแหลม แม่กลอง ปากน้ำเจ้าพระยา  บางปะกง  อ่างศิลา  บางปลาสร้อย  ตลอดถึงมณฑลจันทบุรีย์  ก็เปลี่ยนมรสุมว่ายทวนลมข้ามอ่าวไปตะวันตกอีก

mackerel01  mackerel02  mackerel03

             ก. เรือประมงจับปลา                                        ข.  ชาวประมงคัดเลือกปลาทู                                   ค.  ปลาทูสดแม่กลอง
mackerel04   mackerel05   mackerel06

ภาพ   ก.  http://home.trulife.com/detail/2797287                    ข.  http://www.okanation.net/blog/print.php?=633407
         ค.  http://www.maeklongtoday.com/article/platoo.php  ง.  http://unseentourthailand.com/archives/2729
         จ. http://www.horapa.com/conten.ph[?No=880            ฉ.  http://www.okanation.net/blog/print.php?id=576947
 

          จากหลักฐานความชุกชุมตามเมืองปากอ่าวแต่ละแห่งสะท้อนให้เห็นว่า  ปลาทูเป็นปลาที่ผูกพันกับวิถีการดำรงชีวิตของคนไทยเป็นอย่างมากมาตั้งแต่โบราณ ในสมัยรัชกาลที่  6  คือใน พ.ศ.  2468  ไทยได้นำเรืออวนลากตังเกจากประเทศจีนมาใช้ในการจับปลาทู จึงทำให้จับปลาทูได้มาก ปลาทูจึงเรียกได้ว่าผูกพันกับวิถีการดำรงชีวิตของชาวประมงอย่างแยกไม่ออกมานานแล้ว
 

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
          ปลาทูจัดอยู่ในวงศ์  Scombridae  วงศ์ย่อย  Scombrinae  อยู่ในสกุล  Rastrelliger ปลาทูที่นิยมรับประทานในเมืองไทยมี  3  ชนิด  ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกัน  มีชื่อเรียกดังนี้ 
          1. ปลาทูตัวสั้น หรือ ปลาทูสั้น   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า    Rastrelliger  brachysoma (Blecker.1851)   มีลักษณะลำตัวกว้าง  แบน ป้อม  สั้น  ตาเล็ก  ปากแหลมมน  ด้านบนลำตัวมีสีน้ำเงินแกมเขียว  ถ้าเป็นปลาสดจะมีสีน้ำเงินเข้มพาดตามยาวลำตัว  เนื้อปลาละเอียด  นุ่ม  มีมันมาก  รับประทานได้อย่างอร่อย
          2. ปลาทูปากจิ้งจก   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า   Rastrelliger  faughni (Mutsui,1967)   มีลักษณะลำตัวเรียวยาว  มีปากแหลม  ด้านบนลำตัวมีสีน้ำเงินแวววาว  ด้านท้องมีสีขาวเงิน  เนื้อหยาบ  มีมันน้อย  รับประทานไม่อร่อย
          3.  ปลาทูลัง หรือ ปลาลัง   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า   Rastreeliger  kanagurta (Cuvier,1816)  มีลักษณะลำตัวค่อนข้างกลม เรียว  ตาโต  ปากแหลม  ลำตัวด้านหลังมีแถมสีเขียวแกมน้ำตาล  2 – 3  แถบ พาดตามยาว  เนื้อหยาบ  มันน้อย  รับประทานไม่อร่อย  
mackerel07     mackerel08      mackerel09

               ก.  ปลาทูสั้น                                                ข.  ปลาทูปากจิ้งจก                                      ค.   ปลทูลัง

                    ภาพ      ก – ค     http://www.fisheries.go.th/marine/KnowledgeCenter/knowledge/Platoo/platoo.html

          จากหลักฐานทางด้านวิชาการของ  กองประมงทะเล  กรมประมง  กระทรวงเกษตร ฯ พบว่าปลาทูจะวางไข่บริเวณฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย  แถบจังหวัด  สุราษฎร์ธานี  ชุมพร  ประจวบคีรีขันธ์  ประมาณเดือน  มกราคม – กุมภาพันธ์  ไข่ของปลาทูเป็นแบบครึ่งจมครึ่งลอยน้ำ  ไข่มีขนาด  0.80 – 0.96  มิลลิเมตร ใช้เวลาในการฟักเป็นตัวประมาณ  16 – 17  ชั่วโมง  ถุงไข่แดงของลูกปลาที่ใช้เป็นอาหารและให้พลังงาน  จะหมดไปภายใน  3  วัน และ ลูกปลาที่ฟักออกมาจะกินอาหารประเภทแพลงตอนซึ่งประกอบไปด้วยสาหร่ายสีเขียวและสีน้ำตาล  และลูกปลาตัวเล็ก ๆ จะหากินอยู่ชายฝั่งของจังหวัดดังกล่าวและจะว่ายน้ำหากินไปเรื่อย ๆ ขึ้นไปแถวบริเวณอ่าวไทยเนื่องจากมีอาหารอุดมสมบูรณ์  และในช่วงเดือน  สิงหาคม  ถึง ธันวาคม  ซึ่งในช่วงนี้ปลาทูเหล่านั้นจะเจริญเติบโตเต็มที่   
          โดยเฉพาะที่ แม่กลอง  จังหวัดสมุทรสาคร  จะมีปลาทูที่โตเต็มที่จำนวนมากเพราะพื้นที่ชายฝั่งที่นี่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุและแหล่งอาหาร  ปลาทูที่แม่กลอง  สมุทรสาคร  จึงมีรสอร่อย  มีเนื้อแน่น  และมัน  ชาวแม่กลองแทบทุกบ้านจึงนิยมนำปลาทูมานึ่ง  โดยใส่ในเข่งเล็ก ๆ  ส่งขายทั่วไปตามจังหวัดต่าง ๆ อีกทั้งปลาทูที่นึ่งยังมีเอกลักษณ์เฉพาะคือ  หน้างอ คอหัก เพื่อบรรจุลงในเข่งได้พอดี  ซึ่งปลาทูที่เจริญเต็มที่จะมีคุณค่าทางโภชนาการ หรือมีสารอาหารที่สูงมาก
          ปัจจุบันยังกล่าวกันว่า  ปลาทูที่แม่กลองเป็นปลาทูที่มีรสชาติอร่อยมากทั้งปลาทูสดและปลาทูนึ่ง  และในเดือน ธันวาคม ของทุกปี  ยังมีการจัด  งานเทศกาลกินปลาทูแม่กลอง  อย่างยิ่งใหญ่เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจระดับจังหวัด เผยแพร่ความรู้เรื่องปลาทูสู่ประชาชนมานานนับเป็นสิบปีแล้ว

คุณค่าทางสารอาหารของปลาทูสด 100 กรัม ให้พลังงานที่สูงแล้ว ยังประกอบไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ดังนี้
mackereltable

      นอกจากนี้จาการวิเคราะห์ของสำนักโภชนาการ ยังระบุว่า  โปรตีนในเนื้อปลาทูประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายสูง  โดยเฉพาะ  ไลซีน และ ทรีโอนีน  ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก  และเนื้อปลามีเยื่อเกี่ยวพันน้อย  เนื้อปลาทูจึงมีลักษณะอ่อนนิ่ม  เคี้ยวง่าย  นำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
    ในเนื้อปลาทูยังมีปริมาณกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายสูง  โดยเฉพาะกรดไลโนเลอิค  ซึ่งช่วยในการควบคุมระดับของตอเลสเตอรอล และ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด  จึงมีส่วนช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจเนื่องมาจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน

           ธาตุที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่พบมากในปลาทู  คือ ไอโอดีน  ที่เป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์  ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญของพลังงานในร่างกาย
           ปลาทูที่จับได้ในช่วงหน้าหนาวของทุกปี  จะมีเนื้อที่มัน อร่อยเป็นพิเศษ  เมื่อนำมานึ่งแล้วจะมีเนื้อขุ่น ๆ  เพราะเป็นปลาทูปากอ่าว  ได้กินดินโคลนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ        

ข้อแนะนำวิธีการเลือกปลาทู   การเลือกซื้อปลาทูมาปรุงอาหารมีข้อแนะนำดังนี้
          ปลาทูนึ่ง  ปลาทูที่นึ่งใหม่จะมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน  ตัวอวบอ้วน  มีสีน้ำเงินแกมเขียว  ผิวควรเป็นมันเงา  หากกดตรงกลางลำตัวแล้วเนื้อแข็ง  แสดงว่าปลาทูที่เอามานึ่งเป็นปลาที่ไม่สด  ปกติที่แม่กลองเวลาจะนึ่งเขาจะหักคอปลาทูก่อนนำลงใส่เข่งเพื่อ ทั้งนี้ให้พอดีกับขนาดของเข่ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกกันว่า   หน้างอ คอหัก
          ปลาทูสด   ให้เลือกปลาที่มีตาสีดำสดใส  ส่วนหลังจะมีสีน้ำเงินแกมเขียวเป็นพื้น  ส่วนท้องจะมีสีขาวหรือสีเงิน  หางปลายังมีสีเหลือง ๆ ลำตัวมีเมือกลื่น ๆ  เหงือกมีสีแดงอมชุมพู  ไม่มีกลิ่น  เนื้อแน่น  เมื่อใช้นิ้วกดกลางลำตัวแล้วปล่อยนิ้ว  รอยยุบจะกลับคืนสภาพเดิม  อย่าเลือกปลาทูที่ตาและลำตัวเป็นสีออกแดง ๆ  หรือเหงือกมีสีซีด ๆ ซึ่งแสดงว่าเป็นปลาทูที่ไม่สด

……………………..


ข้อมูลอ้างอิง
1. ขวัญใจ. (2556,มีนาคม)  ตามหาปลาแมคเคอเรล  สุดยอดกรดไขมันดีถิ่นอ่าวไทย. ชีวจิต ปีที่ 15 (346),  70 – 72
2. ชนิดของปลาทู  (Online)  เข้าถึงได้จาก  http://www.fisheries.go.th/marine/KnowledgeCenter/knowledge/Platoo/platoo.html   
            สืบค้น   23/03/2557
3. ปลาทู  ปลาทะเลจากอ่าวไทย  (Online)  เข้าถึงได้จาก  http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=4077.0 
            สืบค้น 24/03/2557
4. ปลา – อาหารคู่ชีวิต  (Online)  เข้าถึงได้จาก http://nutrition.anamai.moph.go.th/temp/main/view.php?group=2&id=122
            สืบค้น   21/03/2557
5. ปลาทู – ประโยชน์ของปลาทู   (Online)   เข้าถึงได้จาก  http://www.13nr.org/post/153573 สืบค้น  24/03/2557
6. คุณประโยชน์ของปลาทู   (Online)  เข้าถึงได้จาก   http://www.samunpri.com/?p=6603 สืบค้น 24/03/2557