หน้าแรก บทความ

Recommend Print

ชีวิตสูญสิ้น ภายใต้ภาวะโลกร้อน 6 องศา

วันMondayที่ 09 July 2012 เวลา 12:56 น. เขียนโดย Suuthorn Trinandwan Hits 3686 views
SHARE STORE:
Digg
 

สุนทร   ตรีนันทวัน
ผู้เชี่ยวชาญสาขาเทคโนโลยีการศึกษา สสวท.
สอบถามเพิ่มเติม E-mail : strin@ipst.ac.th

    ตอนที่ 1  อุณหภูมิสูงขึ้น 1 – 2   องศา

           มาร์ค  ไลแนส  (Mark  Lynas)   ได้เขียนหนังสือเรื่อง  Six Degrees : Our Future on a Hotter  Planet   ซึ่งเป็นเรื่องที่โด่งดังไปทั่วโลก  เกี่ยวกับเรื่องภาวะโลกร้อน  ที่มีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด  เขาได้ศึกษา  วิเคราะห์  ข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์  จากหน่วยงานต่างๆ  สถาบัน  มหาวิทยาลัย  องค์กร  ต่างๆมากมาย  เช่น   UN   NASA   BAS   UNEP   IPCC   NSIDC  และ NIPR ของญี่ปุ่นฯลฯ   เขาศึกษาข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม   ภาวะโลกร้อนที่มีผลกระทบต่อโลก  นับเป็นพันๆเรื่อง  เป็นเวลา  2  ปี  จึงได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา  และได้พิมพ์เมื่อวันที่  19  มีนาคม  2007  เผยแพร่ออกไปทั่วโลก

           เขาได้เปรียบเทียบให้เห็นว่า  ในแต่ละองศาที่โลกร้อนขึ้นนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง    มีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆอย่างไรและรุนแรงแค่ไหน    การเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพ  ของแต่ละองศาจะเป็นอย่างไรบ้างและสุดท้ายเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นถึง  6  องศา   สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้ก็จะสูญสิ้น  เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องทราบและตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตภายในปลายศตวรรษที่  21  นี้  ถ้าภาวะโลกร้อนยังเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา  

           ซึ่งผมจะสรุปเรื่องนี้ให้ทราบถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนขึ้นองศาต่อองศา  จนถึง  6 องศา  ที่ชีวิตและอารยธรรมต่างๆของมนุษย์เราจะสูญสิ้นไป  จากโลกใบนี้อุณหภูมิสูงขึ้น   1 องศา  เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเพียง  1 องศาเซลเซียส  จะมีผลกระทบต่อสิ่งต่างๆบนโลกของเราอย่างกว้างขวาง  หลายประเทศในเขตร้อนจะได้รับผลกระทบอย่างมาก เช่น  ทางภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา  จะกระทบกับภัยแล้งครั้งใหญ่ คือบริเวณ Great Basin Desert ซึ่งเป็นเขตทะเลทรายหรือพื้นที่แห้งแล้งที่ราบสูงจะมีความแห้งแล้งมากขึ้น  นับตั้งแต่รัฐ   เนบราสกา ด้านตะวันออกของรัฐมอนตานา   ไวโอมิง   อริโซนา  โอคลาโฮมา และ  จนถึงทางตอนเหนือของรัฐเทกซัส  พื้นที่จะแห้งแล้งทำการเกษตรไม่ได้  เกิดพายุทรายและฝุ่นแพร่ไปทั่วหลายพันไมล์ เกษตรกรจะเคลื่อนย้ายอพยพไปจากเขตนี้มากมาย

ตอนที่ 1  อุณหภูมิสูงขึ้น 1 – 2   องศา 1

           ภูเขาสูง คีลีแมนจาโร (Mount Kilimanjaro) สูงที่สุดในอาฟริกา ที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ แทนซาเนีย   มีความสูงประมาณ  5100  เมตร  มีหิมะและน้ำแข็งปกคลุมอยู่ตลอดเวลา  นักวิทยาศาสตร์พบว่าจากการสำรวจ  น้ำแข็งหายไปถึงร้อยละ  80  และถ้าภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้น  1 องศา  น้ำแข็งจะลายหายไปหมด  ภายใน  ค.ศ.  2015  และธารน้ำแข็งบนภูเขาสูงอีกหลายแห่งทั่วโลกก็จะเริ่มละลายด้วยเช่นกัน

ตอนที่ 1  อุณหภูมิสูงขึ้น 1 – 2   องศา2

           โดยเฉพาะชั้นหรือแผ่นน้ำแข็งที่อาร์คติก หรือ  น้ำแข็งขั้วโลกเหนือจะละลายมากขึ้นจนน่าวิตก ชั้นน้ำแข็งที่ใหญ่มาก ชื่อ ชั้นน้ำแข็งวอร์ด ฮันต์  (Ward Hunt Ice Shelf)  ที่อยู่ทางเหนือของ  Ellesmere Island, Nunavut, Canada  มีอายุมากกว่า  3,000 ปี   มีพื้นที่ประมาณ  400 ตารางกิโลเมตร  ได้แตกยุบออกมาจากชั้นหรือแผ่นน้ำแข็งใหญ่บนพื้นดินเคลื่อนลงสู่ทะเล และชั้นหรือแผ่นน้ำแข็งต่างๆก็มีแนวโน้มที่จะแตกยุบ ละลายลงสู่ทะเล มหาสมุทร มากขึ้น นอกจากนี้บริเวณ หมู่เกาะมัลดีฟ (Maldives) และเกาะอื่นๆอีกหลายเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิคใต้จะหายไปเนื่องจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นท่วมเกาะเหล่านี้ 

           นักวิทยาศาสตร์จาก ศูนย์วิจัยบรรยากาศแห่งชาติ (National Center for Atmospheric Reseaech - NCAR)  แห่งเมืองโบลเดอร์(Boulder) รัฐโคโลราโด (Colorado) สหรัฐอเมริกา ได้ทำนายว่าน้ำแข็งจากมหาสมุทรแถบขั้วโลกเหนือและใต้ จะละลายหมดภายในฤดูร้อนของปี  ค.ศ. 2040  และคณะนักวิทยาศาสตร์จาก ศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (US National Snow and Ice Data Center - NSIDC)  มหาวิทยาลัยโคโลราโด  เมืองโบลเดอร์  ได้วิจัยและรายงานว่า  ถ้าน้ำแข็งที่ปกคลุมที่อาร์กติกละลายหมด  จะมีผลกระทบเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อภูมิอากาศของโลกเรา

           สิ่งมีชีวิตบางชนิดจะสูญพันธุ์ไปจากป่าฝนในรัฐควีนส์แลนด์  ประเทศออสเตรเลีย   ฤดูฝนทางใต้ของทะเลทรายซะฮาราเริ่มหายไป   พายุเฮอริเคนเริ่มเกิดขึ้นพัดเข้าสู่ประเทศบราซิล  ซึ่งปกติจะไม่เคยเกิดเลย  และเมืองต่างๆหลายๆเมืองที่อยู่ชายฝั่งทะเลและมหาสมุทร  จะได้รับผลกระทบจากน้ำเริ่มท่วม  เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

อุณหภูมิสูงขึ้น   2    องศา

           เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น  2 องศาเซลเซียส  น้ำทะเลและมหาสมุทรเริ่มมีความเป็นกรดมากขึ้น  แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากเกิดจากกิจกรรมต่างๆของมนุษย์และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วนก็จะละลายลงสู่น้ำทะเลมหาสมุทรมากขึ้นทุกที มีผลทำให้น้ำทะเล มหาสมุทรยิ่งเป็นกรดมากขึ้น    มีผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก  เช่น  แพลงตอน  (Plankton) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ส่วนล่างสุดของโซ่อาหาร จะตายและสูญพันธุ์ไปจากทะเล มหาสมุทร  ทำให้โซ่อาหารและระบบนิเวศเริ่มถูกทำลายไปตลอดเวลา  สัตว์น้ำต่างๆจะเริ่มตายไปเป็นทอดๆ ตามโซ่อาหารจากส่วนล่างขึ้นไปข้างบน   คลื่นความร้อน (Heatwave) จะเกิดขึ้นทั่วโลกในฤดูร้อน และจะเกิดรุนแรงมากขึ้นทุกที  ในอีก  50 – 60 ปีข้างหน้า  ประชาชนที่อยู่ในเขตร้อนหลายประเทศ  จะเกิดอาการช๊อคจากความร้อน  เนื่องจากอยู่ในภาวะ  Heatsroke  ประชาชนจะเสียชีวิตจำนวนมากในฤดูร้อนหนึ่งๆ โดย เฉพาะในทวีปยุโรปประชาชนจะเสียชีวิต  ประมาณ   30,000 คน 

           ถ้าอุณหภูมิภายใต้สิ่งแวดล้อมของคนเราสูงขึ้นถึง   41 องศาเซลเซียสขึ้นไป  ระบบบางระบบของคนเราจะเริ่มล้มเหลว  โดยเฉพาะระบบหายใจจะติดขัดหายใจไม่สะดวก  ชีพจรเต้นเร็วขึ้น  และอาจจะถึงขั้นโคม่า  สมองจะเริ่มขาดออกซิเจนและอาจจะถึงแก่ความตาย  คลื่นความร้อนจะแพร่ไปทั่วยุโรป  การเกษตรจะทำไม่ได้เป็นพื้นที่กว้างขวางหลายประเทศ    แม่น้ำสำคัญๆหลายสายในยุโรป  ระดับน้ำจะลดลงเหลือน้อยมาก ทำให้ขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตรทั่วไป  และรวมทั้งการขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า

           เกิดการแห้งแล้งไฟป่าจะเกิดขึ้นหลายๆแห่ง  ผลผลิตจากการเกษตรจะเกิดการขาดแคลน  ป่าไม้ที่เคยเขียวชอุ่มรอบๆทะเลเมดิเตอเรเนียน  จะเกิดการแห้งแล้ง  แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากมายมหาศาลที่เกิดจากการเผาไหม้ของป่าไม้  จะขึ้นสู่บรรยากาศ ซึ่งจัดเป็นแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญ  และไม่สามารถที่จะลดหรือหยุดยั้งการเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีก ตอนที่ 1  อุณหภูมิสูงขึ้น 1 – 2   องศา3

          น้ำแข็งที่อาร์กติก และ แอนตาร์กติกา  จะละลายมากจนถึงขั้นวิกฤติ   ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นมากท่วมเมืองชายฝั่งทะเล มหาสมุทรอย่างกว้างขวางทั่วโลก   เช่น    แมนฮัตตัน  ลอนดอน บอมเบย์  กรุงเทพ  เซี่ยงไฮ้  ฯลฯ   หมีขาวขั้วโลก  วอลรัส   ที่ดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นน้ำแข็งจะหายไป   ระบบนิเวศในโลกนี้จะถูกทำลายไปถึง  3 ส่วน  คือถูกทำลายถึงขั้นวิกฤติ (Ecosystem Failure)  สิ่งมีชีวิตจำพวกสัตว์ต่างๆ  จะมีการย้ายถิ่นฐาน มีการอพยพไปยังถิ่นอื่นเพื่อความอยู่รอด  และสิ่งมีชีวิตของโลกทั้งหมดประมาณ  1  ใน  3  จะสูญพันธุ์   ใน  คศ. 2050  ถ้ายังไม่สามารถลดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจกได้  ก็ทำให้ภาวะโลกร้อนยังเพิ่มขึ้นตลอดเวลา โดยไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง


ตอนที่  2   อุณหภูมิสูงขึ้น  3 – 4  องศา

อุณหภูมิสูงขึ้น  3  องศา

          เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น  3  องศาเซลเซียส  ทะเลทรายคาลาฮารี (Kalahari) ในอาฟริกาใต้  จะขยายพื้นที่กว้างขึ้น    ประชาชนหลายล้านคนจะเคลื่อนย้ายอพยพครั้งยิ่งใหญ่ (Mass Migration) และมีการแก่งแย่งอาหารกัน  เนื่องจากแหล่งน้ำจืดหลายแห่งจะเหือดแห้งไป จึงเกิดสงครามแย่งน้ำจืดขึ้น  ซึ่งจะทำให้ประชาชนในโลกนี้จำนวนมากมายจะต้องล้มตายไป ป่าอะเมซอนในอเมริกาใต้ อันเป็นป่าดงดิบกว้างใหญ่ทีเขียวชอุ่ม  เป็นป่าที่ช่วยกรองแสงช่วยในการปรับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น  โดยนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง   เปรียบคล้ายกับเป็นปอดของโลก  จะแห้งแล้งเกิดไฟป่าขึ้นมากมาย  ป่าไม้ของโลกร้อยละ  10  จะสูญพันธุ์  มีผลกระทบทั่วโลก

           สิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์และพืชที่ตายจำนวนมากนั้น จะมีการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศมากขึ้น  ก็ยิ่งทำให้ภาวะโลกร้อนมากขึ้นนั่นเอง และที่น่าตกใจมากที่สุดก็คือ  น้ำแข็งที่ขั้วโลกทั้งสองจำนวนมากมายมหาศาล  ที่เกิดขึ้นมานานนับเป็นล้านๆปี โดยเฉพาะทวีปแอนตาร์กติกา (Antarctica) มีพื้นที่ประมาณ 14,000,000  ตารางกิโลเมตร แต่มีน้ำแข็งปกคลุมเกือบทั้งทวีป คือประมาณ  13,000,000  ล้านตารางกิโลเมตร และชั้นหรือแผ่นน้ำแข็งที่นี่ มีความหนาโดยเฉลี่ยประมาณ  2 - 3 กิโลเมตร เรียกได้ว่ามีน้ำแข็งมหาศาลมากที่สุดในโลก ได้ละลายหมดปล่อยน้ำลงสู่ทะเลมหาสมุทร  ทั้งธารน้ำแข็ง  ภูเขาน้ำแข็ง  ชั้นน้ำแข็งต่างๆได้แตกยุบจากชั้นน้ำแข็งบนภาคพื้น  เคลื่อนลงสู่ทะเลและมหาสมุทร  ระดับน้ำทะเล มหาสมุทรสูงขึ้น   ทำให้เมืองต่างๆต้องจมอยู่ใต้น้ำตอนที่  2   อุณหภูมิสูงขึ้น  3 – 4  องศา

            ปัญหาโลกร้อนภายใต้อุณหภูมิ  3  องศาเซลเซียส  จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น  จนมนุษย์เราไม่สามารถที่จะควบคุมยับยั้งได้  อากาศจะมีการผันผวนอย่างสุดขั้ว  จนกระทั่งกระทบต่อการเพาะปลูกทั่วโลก  ทำการเกษตรไม่ได้ผล   มีปัญหาการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง   มีการแก่งแย่งอาหาร  ทำให้ประชาชนจำนวนมากมายต้องล้มตายไป   ทำให้เกิดการอพยพเคลื่อนย้ายของมนุษยชาติครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด  เพื่อไปสู่ดินแดนที่เย็นกว่า  และจะมีปัญหาตามมาอีก คือ ประทศที่อยู่ในดินแดนที่เย็นนั้น จะยอมให้อพยพเข้าประเทศได้หรือไม่ ซึ่งก็จะเกิดสงครามตามมาอีก

            พิ้นดินโดยทั่วไปจะอุ่นและร้อนขึ้น  ทำให้ ชั้นดินเยือกแข็ง (Permafrost) ที่เกิดมานานหลายล้านปีอยู่ใต้พื้นดินของทวีปต่างๆ  จะเริ่มละลายและปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากมายสู่บรรยากาศและทำให้ชั้นดินยุบลง  มีผลกระทบต่อการเพาะปลูกตามมาเนื่องจากเป็นการเพิ่มภาวะโลกร้อนจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นอีก

อุณหภูมิสูงขึ้น   4   องศา

           เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 4 องศา น้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือ และ ขั้วโลกใต้ละลายหมด  โซ่อาหารตามส่วนต่างๆของโลกจะสลายหมดถึงขั้นวิกฤติ   ทำให้สิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกทั้งพืชและสัตว์  สูญพันธุ์อย่างมากมาย  ถึงตอนนี้ก็หมดเวลาที่มนุษย์เราจะทำการแก้ไขได้แล้ว   การเกษตรของประเทศต่างๆจะอยู่ในขั้นวิกฤตเช่นกัน  เพาะปลูกไม่ได้ผล  ผลผลิตทางการเกษตรลดน้อยลงมากมาย

            ฤดูร้อนของทวีปต่างๆจะยาวนานขึ้น  ทำให้พืชและต้นไม้ต่างๆทั่วโลกตายไปจำนวนมาก  อุณหภูมิในเมืองใหญ่ๆจะสูงขึ้นกว่าเดิมเกือบถึง  45  องศาเซลเซียส   แหล่งน้ำต่างๆจะเหือดแห้งไปมาก  การใช้เครื่องปรับอากาศในเมืองใหญ่เพื่อทำความเย็นของประชาชน  จะเป็นการทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้น เขื่อนต่างๆที่ผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานจากน้ำจะหยุดทำงาน  เพราะไม่มีน้ำเพียงพอ

           ชั้นดินเยือกแข็งซึ่งเป็นแหล่งสะสมแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก จะละลายหมด  ทำให้แผ่นดินหลายส่วนของโลกเกิดยุบ  และปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ   รวมกับแก๊สมีเทนอีกมากมาย

           เมื่อถึงระดับนี้อารยธรรมต่างๆของมนุษย์ที่พัฒนา สร้างสั่งสมกันมานานแล้วนั้น  จะเริ่มถูกทำลายลงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา   กลับไปสู่ยุคดั้งเดิมเมื่อหลายล้านปีมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง


ตอนที่ 3 อุณหภูมิสูงขึ้น  5 – 6  องศา

อุณหภูมิสูงขึ้น  5  องศา

          เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น  5  องศาเซลซียส  ชั้นน้ำแข็งทั้งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้  ละลายหมดสิ้น  ป่าฝนที่เคยมีฝนตกสม่ำเสมอ  กลับแห้งแล้งและถูกเผาราบด้วยไฟป่าจนกระทั่งเป็นจุณไปหมด  พื้นดินแห้งแล้งกลายเป็นทะเลทราย ทะเลทรายซะฮาร่า  ซึ่งเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก  มีเนื้อที่ประมาณ  9.3 ล้านตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปอาฟริกา  มีอาณาเขตทิศตะวันตกจดมหาสมุทรแอตแลนด์ติก    ทิศตะวันออกจดทะเลแดง    ทิศเหนือจดภูเขาแอตลาส (Atlas) และทะเลเมดิเตอเรเนียน  ทิศใต้ติดกับประเทศ  ตูนิเซีย ชาด  ลิเบีย  แอลจีเรีย ซูดาน  ไนเจอร์ และ อียิปต์     ทะเลทราย คาลาฮารี (Kalahari Desert)  มีเนื้อที่ประมาณ  900,000  ตารางกิโลเมตร  อยู่ในพื้นที่ทางตอนกลางและตอนใต้ของทวีปอาฟริกา มีพื้นที่ครอบคลุมประเทศ  นามิเบีย  บอตสวาน่า  ซิมบับเว  แซมเบีย  แองโกล่า  แอฟริกาใต้ และ ส่วนหนึ่งของดีอาร์คองโก  ทะเลทรายอาหรับ (Arabian Desert)   มีเนื้อที่ประมาณ  2,320,000  ตารางกิโลเมตร  อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง  ครอบคลุมประเทศ  ซาอุดิอารเบีย  โอมาน  เยเมน  สหรัฐอาหรับเอมิเรต์  คูเวต  จอร์แดน และ อิรัก  ทะเลทรายซีเรีย (Syrian Desert)  มีเนื้อที่ประมาณ  520,000  ตารางกิโลเมตร  อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกลางครอบคลุมประเทศ  ซีเรีย  อิรัก  ซาอุดิอารเบีย  จอร์แดน และส่วนหนึ่งของอิสราเอล  และทะเลทรายอื่นๆ เช่นทะเลทรายเกรตเบซิน (Great Basin Desert)ในอเมริกา ทะเลทรายปาโตโกเนียในประเทศ  อาร์เจนติน่าและชิลี  ทะเลทรายวิคตอเรีย  ในออสเตรเลีย   รวมทั้งพื้นที่แห้งแล้ง อื่นๆอีกหลายแห่งในโลกจะขยายเพิ่มพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น  พืชผลทางการเกษตรสูญสิ้น ระดับน้ำทะเล มหาสมุทรสูงขึ้นท่วมเมืองต่างๆมากมายและเริ่มท่วมบ่าลึกเข้าไปจนถึงกลางๆทวีป  โซ่อาหารทั้งในน้ำและบนบกสลายถึงขั้นวิกฤติ  สิ่งมีชีวิตต่างๆจะสูญพันธุ์ไปมากมาย  หมดหนทางที่มนุษย์เราจะแก้ไขได้  นั่นก็คือเมื่อถึงระดับนี้ก็หมดโอกาสที่จะแก้ไขนั่นเอง

ตอนที่ 3 อุณหภูมิสูงขึ้น  5 – 6  องศา

          มาร์ค ไลแนส  กล่าวว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น  5  องศานั้น  คล้ายกับโลกในอดีตเมื่อ  55  ล้านปีก่อนใน ยุคอีโอซีน(EOCENE)   ซึ่งพอจะเทียบเคียงกันได้กับโลกเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 5 องศา  น้ำทะเลมหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้น  ทำให้ แก๊สมีเทน (Methane) จำนวนมากมายจากพื้นทะเลเกิดเป็นฟองแก๊สมีเทนลอยขึ้นมาเหนือพื้นน้ำ  เปรียบคล้ายกับเวลาเราเปิดกระป๋องเครื่องดื่มน้ำอัดลมอย่างเร็วๆนั่นเอง  (มีเทน เป็นแก๊สเรือนกระจกอีกชนิดหนึ่งที่มีความรุนแรงมากกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ  20  เท่า)  ซึ่งปกติมีเทนที่อยู่ใต้พื้นทะเลที่มีความเย็นและความกดดันมากของน้ำ   มีลักษณะคล้ายกับเป็นน้ำแข็งแห้งมีเทน (Methane hydrate) ที่ประกอบด้วยแก๊สมีเทนกับน้ำ

           เมื่ออุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นและความดันน้ำทะเลลดลง  น้ำแข็งแห้งมีเทนจะเปลี่ยนสภาพเป็นแก๊สมีเทน เป็นฟองลอยขึ้นมาสู่ผิวน้ำทะเลมหาสมุทร  ทำให้อุณหภูมิทั่วโลกสูงขึ้นอีกทันที  ภูเขาไฟที่คุกรุ่นจะระเบิดพ่นลาวาออกมามากมาย  แก๊สมีเทนจะลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงอีกอย่างกว้างขวาง ความร้อนทำให้เกิดไฟป่าขึ้นอีกมากมาย   ยิ่งทำให้โลกร้อนขึ้นอีกด้วย

          ซึ่งโลกเราตอนนี้ทีมีอุณหภูมิสูง 5 องศา  ก็คล้ายกับโลกในยุคอีโอซีนนั่นเอง

 อุณหภูมิสูงขึ้น  6  องศา

           เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 6 องศานั้น  เปรียบคล้ายกับโลกในอดีตเมื่อ  251 ล้านปีก่อน ตอนปลายของยุคเพอร์เมี่ยน (PERMIAN)   ที่มีทั้งภูเขาไฟระเบิดมากมาย  พื้นผิวโลกจะมีเปลวไฟที่เกิดขึ้นจากการระเบิดลุกไหม้ของแก๊สมีเทน    ที่มีความรุนแรงมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์ถึง 10,000  เท่า

           ซึ่งโลกของเราตอนนี้ก็คล้ายๆกับโลกในยุคเพอร์เมี่ยน นั่นเอง  สิ่งมีชีวิตต่างๆทั้งพืชและสัตว์  จะสูญสิ้นไปมากกว่าร้อยละ  95 แทบจะเรียกได้ว่า สูญพันธุ์หมด (Mass Extinction)  มีสิ่งมีชีวิตเพียง  2 – 3  ชนิด  ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในทะเลและมหาสมุทร  ได้แก่สัตว์ที่มีเปลือกหุ้มมีลำตัวและขาเป็นปล้องๆ รวมทั้งพวกหอยบางชนิด และพวกสิ่งมีชีวิตเซลเดียว  พวกเห็ดรา  และสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะเริ่มพัฒนาตัวเองต่อไปอีกนับเป็นล้านล้านปี 

           ส่วนความเจริญและอารยธรรมต่างๆที่มนุษยชาติสร้างสั่งสมมานานแล้วนั้นก็จะสูญสิ้นไปทั้งหมด

           ต่อมาเมื่อโลกค่อยๆปรับตัวเข้าสู่สภาวะสมดุลใหม่ตามธรรมชาติ  ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกนับเป็นล้านล้านปี   จนในที่สุดโลกของเราก็จะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งรอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง โลกเริ่มเย็นลง สิ่งมีชีวิตจะเริ่มพัฒนาขึ้นมาใหม่.


เว็บไซท์ ข้อมูลอ้างอิง
   1. http://www.marklynas.org/six_degrees
   2. http://www.nationalgeography.com/explorers/Mark_lynas
   3. http://www.opendemocracy.net.arts/Mark_lynas
  4. http://www.newstateman.com/globalwarming_lynas
  5. http://www.timeonline.co.uk/science
  6. http://guadian.co.uk
  7. http://commons.wikimedia.org/Cape_York
   8. http://www.bearplanet.orgฅ
  9. http://en.wikipedia.org/wiki/Mount_Kilimanjaro
 10. http://www.southafrica.trvel.net/Kalahari_htm
11
. http://geography.about.com/saharadesert.htm
12
. http://www.britanica.com/Arabian_desert
13
. http://www.britanica.com/Syrian_desert
14. http://en.wikipedia.org/wiki/Patagonian_desert

Visitor

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday34
mod_vvisit_counterYesterday140
mod_vvisit_counterThis week446
mod_vvisit_counterLast week976
mod_vvisit_counterThis month4027
mod_vvisit_counterLast month4248
mod_vvisit_counterAll686355

Online (20 minutes ago): 6
Your IP: 10.155.55.2
,
Now: 2014-07-30 05:49
You are here: